Terra Pick !!!
Market outlook

สาระบันเทิง

มุ่งมั่นเติมเต็มทุกบริการเพื่อสร้างสาระบันเทิง ช่วยผ่อนคลายความเครียด ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยนานาสาระบันเทิงรอบรั้วบ้าน อาทิ การซ่อมแซมบ้าน การดูแลความสะอาดบ้าน ร้านอาหารอร่อยใกล้บ้าน การตกแต่งบ้าน ฮวงจุ้ย และพร้อมส่งมอบสาระน่ารู้ท่องเที่ยวทั่วไทย ท่องต่างแดนมหัศจรรย์ โปรโมชั่นท่องเที่ยวน่าสนใจ

Most Popular

12345

สาระบันเทิง
		Array
(
    [news-category] => thanaphum-footer
    [orderby] => date
    [error] => 
    [m] => 
    [p] => 0
    [post_parent] => 
    [subpost] => 
    [subpost_id] => 
    [attachment] => 
    [attachment_id] => 0
    [name] => 
    [static] => 
    [pagename] => 
    [page_id] => 0
    [second] => 
    [minute] => 
    [hour] => 
    [day] => 0
    [monthnum] => 0
    [year] => 0
    [w] => 0
    [category_name] => 
    [tag] => 
    [cat] => 
    [tag_id] => 
    [author] => 
    [author_name] => 
    [feed] => 
    [tb] => 
    [paged] => 0
    [comments_popup] => 
    [meta_key] => 
    [meta_value] => 
    [preview] => 
    [s] => 
    [sentence] => 
    [fields] => 
    [menu_order] => 
    [category__in] => Array
        (
        )

    [category__not_in] => Array
        (
        )

    [category__and] => Array
        (
        )

    [post__in] => Array
        (
        )

    [post__not_in] => Array
        (
        )

    [tag__in] => Array
        (
        )

    [tag__not_in] => Array
        (
        )

    [tag__and] => Array
        (
        )

    [tag_slug__in] => Array
        (
        )

    [tag_slug__and] => Array
        (
        )

    [post_parent__in] => Array
        (
        )

    [post_parent__not_in] => Array
        (
        )

    [author__in] => Array
        (
        )

    [author__not_in] => Array
        (
        )

    [ignore_sticky_posts] => 
    [suppress_filters] => 
    [cache_results] => 1
    [update_post_term_cache] => 1
    [update_post_meta_cache] => 1
    [post_type] => 
    [posts_per_page] => 15
    [nopaging] => 
    [comments_per_page] => 50
    [no_found_rows] => 
    [taxonomy] => news-category
    [term] => thanaphum-footer
    [order] => DESC
)
		

บทความโดย ดร.ธนภูมิ ดำรักษ์, CFA. นักลงทุนในหุ้นส่วนใหญ่มักจะชอบหุ้นที่จ่ายปันผลสูงด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ต้องการเงินสดจากการลงทุนเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรืออาจจะชอบการได้รับดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอเช่นที่ได้รับจากการฝากธนาคาร อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นปันผลนั้นมีข้อดีและข้อควรระวังดังต่อไปนี้ ข้อดี บริษัทที่จ่ายเงินปันผลมักจะเป็นบริษัทที่มีกำไรและมีกระแสเงินสดเป็นบวก บริษัทที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ยิ่งถ้ามีการเพิ่มการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง มักจะแสดงให้เห็นว่าเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งและมีความมั่นคงสูง ข้อควรระวัง คือ อัตราเงินปันผลตอบแทนในระดับที่สูงนั้น จะสามารถคงอยู่ได้ในระยะยาวหรือไม่ซึ่งสามารถสังเกตได้จาก ถ้าบริษัทมีกำไรสม่ำเสมอไม่ผันผวนมากจนเกินไป อัตราการจ่ายเงินปันผลเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ (Dividend Payout Ratio) ต่ำ นั่นก็หมายความว่าถึงแม้บริษัทจะจ่ายเงินปันผลออกมาแล้วโดยหักจากกำไรสุทธิ ก็ยังมีเงินเหลืออยู่อีกส่วนหนึ่งซึ่งอาจเก็บเอาไว้เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น หรือนำไปลงทุนต่อเพื่อขยายกิจการก็ได้ การที่บริษัทนี้ยังมีเงินเหลือทำให้ถ้าในอนาคตกำไรลดลงเป็นครั้งคราวบริษัท จะยังสามารถคงการจ่ายเงินปันผลเอาไว้ได้ บริษัทมีงบดุลที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือหนี้สินต่อรายได้ต่ำ และมีเงินสดอยู่มาก ทำให้มีสภาพคล่องสูงในการที่จะจ่ายเงินปันผลออกมา บริษัทไม่ได้มีแผนลงทุนที่จะต้องใช้เงินจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ ถ้าบริษัทมีคุณสมบัติ 4 ข้อที่กล่าวมาก็น่าที่จะรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลไว้ได้ แสดงว่าถ้าบริษัทไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลจะเป็นบริษัทที่ไม่ดีใช่หรือไม่? คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนำกำไรส่วนที่เหลือที่ไม่ได้จ่ายปันผลเอาไปทำอะไร ทั้งนี้มีบริษัทชั้นนำระดับโลกมากมายที่ไม่เคยจ่ายเงินปันผลเลยเช่นบริษัท Google เป็นต้น จริงๆแล้วในการรับเงินปันผลนั้นมีข้อเสียก็คือนักลงทุนจะต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลด้วย นอกเหนือจากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทจะต้องจ่ายอยู่แล้วจากกำไรของบริษัทในแต่ละปี ดังนั้น ถ้าบริษัทเก็บเงินที่แทนที่จะจ่ายปันผลเอาไว้แล้วนำไปลงทุนในโครงการที่ ทำให้เงินลงทุนนั้นงอกเงยขึ้นก็จะทำให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทมีความมั่งคั่ง เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นถ้าบริษัท A และ B มีกำไรหลังหักภาษีเท่ากันคือ […]

8,523/ Share :

ดร.ธนภูมิ ดำรักษ์ คำนิยามของหุ้นเติบโตของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปสำหรับผมแล้วคำว่าหุ้นเติบโตเร็วหมายถึงหุ้นที่มีผลกำไรต่อหุ้นเติบโตในอัตราทบต้นเกิน 10-15% ต่อปีขึ้นไปต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลายาวนาน (อาจจะ 5 ถึง 10 ปีขึ้นไป)

 ทำไมเราถึงควรที่จะลงทุนในหุ้นเติบโต? ถ้าตอบอย่างง่ายๆก็คือหุ้นเติบโตก็จะทำให้ผลกำไรเติบโตและมูลค่าของหุ้นในอนาคตก็จะเพิ่มสูงตามไปด้วยแต่แน่นอนว่าถ้าทุกคนรู้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นเติบโตเร็วก็คงจะเข้าซื้อจนทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ในระดับสูง เข้าทำนองว่าของดีก็ต้องราคาแพงเป็นธรรมดาทำให้หุ้นเติบโตส่วนใหญ่มักจะมี Price-to-earning ratio (P/E) สูงไปด้วยซึ่งนักลงทุนบางคนอาจจะไม่ค่อยกล้าลงทุนเนื่องจากมูลค่าที่สูงกว่าหุ้นตัวอื่น (ในแง่ P/E หรือ P/B ratio) ซึ่งถ้าหากอัตราการเติบโตต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้หรือมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็อาจทำให้ตลาดให้ค่า P/E ลดลงส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงเช่นกัน แต่ถ้าหากหุ้นเติบโตตัวนั้นสามารถทำกำไรเพิ่มได้อย่างรวดเร็วจริงๆก็อาจจะคุ้มค่าน่าลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หุ้นค้าปลีกบางตัวที่ถึงแม้ว่าจะซื้อขายกันที่ราคา P/E เกิน 20 เท่ามาเป็นระยะเวลายาวนาน (อาจจะถึง 30 หรือ 40 เท่าในบางช่วงเวลา) แต่ก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดี (หลายร้อยเปอเซนต์ในช่วงเวลา 10 ปี!) แก่นักลงทุนในระยะยาวเนื่องจากกำไรที่โตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ราคาตรงจุดที่เราเข้าซื้อก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เราควรพิจารณาศักยภาพการเติบโตในระยะยาวเทียบกับมูลค่าหุ้นในปัจจุบันด้วย และเมื่อซื้อได้ในราคาที่เหมาะสมแล้วก็ควรถือไปตราบเท่าที่ศักยภาพของการเติบโตยังดีอยู่เพราะว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นตามกำไรที่เติบโตขึ้นเอง ผมจะขอยกตัวอย่างเป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ #terraadsสมมุติว่ามีหุ้น 2 ตัว หุ้นบริษัท A ราคา 20 บาท […]

1,925/ Share :

เมื่อ 1-2 ปีก่อน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นกลุ่มที่ร้อนแรงในตลาดหุ้นไทย คือ หุ้นในกลุ่มพลังงานทดแทน มีหลายบริษัทที่หันมาทำ โครงการพลังงานทดแทน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนธุรกิจใหม่ ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นมีหลายบริษัทที่ราคาตกลงมามาก จริงๆแล้ว ธุรกิจพลังงานทดแทน นั้น มีโอกาสและความเสี่ยงอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นผมขอแบ่งบริษัทเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ บริษัทที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ และบริษัทที่รับติดตั้งและขายอุปกรณ์ บริษัทที่เป็นผู้พัฒนาโครงการ (หรือเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีมาใช้) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้า เนื่องจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไทยส่วนใหญ่จะเป็นข้อ 2 ในบทความนี้ผมจะเน้นในส่วนนี้ก่อน ความเสี่ยงของการเป็นบริษัทพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน #terraads ใบอนุญาตรับซื้อไฟฟ้า (PPA) เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับภาครัฐเป็นคนอนุมัติ การเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการเปลี่ยนผู้มีอำนาจอนุมัติจึงเป็นความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ราคารับซื้อไฟฟ้า ถึงแม้จะได้รับใบอนุญาตแล้ว แต่ถ้าราคารับซื้อต่ำเกินไปก็อาจจะทำให้ขาดทุนได้ ผู้ที่ทำโครงการจะต้องคำนวณต้นทุนมาเป็นอย่างดี เพื่อที่จะไม่ขาดทุนเวลาผลิต ราคาของวัตถุดิบ ในกรณีของพลังงานลม แดด น้ำ อาจจะไม่ต้องกังวลมากนักเนื่องจากไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ แต่ในกรณีโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้นจำเป็นจะต้องซื้อวัตถุดิบเพื่อเผาไหม้ ราคาวัตถุดิบจะผันผวนตามอุปสงค์และอุปทานในขณะนั้น ถ้าราคาวัตถุดิบถีบตัวสูงกว่าราคาขายไฟฟ้าแล้ว คงจะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ความสม่ำเสมอ เช่นถ้าทำโรงไฟฟ้าพลังงานลมแล้วลมพัดน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือทำโรงไฟฟ้าพลังงานขยะแต่ไม่สามารถจัดหาขยะมาป้อนโรงงานได้ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าและต้นทุนต่ำกว่าเข้ามาแข่งขันอยู่เสมอ เห็นได้ชัดจากราคาแผงโซล่าร์เซล ที่ต่ำลงเรื่อยๆ จนทำให้ผู้ผลิตแผงรายใหญ่ของจีนถึงกับขาดทุน ลองนึกภาพว่าถ้าเราเป็นผู้ผลิต […]

1,408/ Share :

ช่วงนี้หลายคนอาจจะรู้สึกว่าทำมาค้าขายไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงด้วยปัจจัยต่างๆ เช่นราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรไม่มีกำลังซื้อ และภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ชะลอตัวลง ในสภาวะเช่นนี้นักลงทุนควรจะต้องปรับตัวด้าน ‘การลงทุน’ อย่างไรบ้าง ? 1. ลองเอาหุ้นในพอร์ตมาพิจารณาเป็นรายตัว ว่าพื้นฐานยังดีตามที่เคยคาดการณ์ไว้หรือไม่ แต่ละตัวมีโอกาสได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน ถ้าหุ้นตัวที่เราถืออยู่มีพื้นฐานเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง (และยังไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น) ก็ควรที่จะยอมรับความผิดพลาดและขายออกไปเพื่อนำเงินไปลงทุนตัวใหม่ที่มีศักยภาพมากกว่า การที่ยังลงทุนในตัวเดิมที่พื้นฐานไม่ดีอาจทำให้เสียโอกาสในการลงทุนได้ 2. พิจารณาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกิจการที่ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น สินค้าที่จำเป็นในการอุปโภคบริโภค ซึ่งกิจการเหล่านี้มักจะมียอดขายและกำไรที่สม่ำเสมอกว่าหุ้นที่เป็นวัฎจักร การถือหุ้นในกิจการเหล่านี้นักลงทุนจะสบายใจได้ว่าถึงแม้เศรษฐกิจจะแย่ยังไง บริษัทก็น่าจะผ่านไปได้ #terraads 3. ลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง และมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ (ซึ่งอาจจะเป็นสัญญานว่ากิจการนั้นๆยังสามารถทำกำไรได้ดีแม้ในภาวะฝืดเคือง) หุ้นประเภทนี้จะมีความผันผวนต่ำเนื่องจากนักลงทุนที่ถือส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนระยะยาวซึ่งลงทุนรอปันผล นอกจากนี้เงินปันผลทำให้นักลงทุนได้รับกระแสเงินสดเพื่อนำมาใช้จ่ายได้อีกด้วย “หุ้นปันผล” ดีกว่า “หุ้นไม่จ่ายปันผล” หรือไม่ นักลงทุนในหุ้นส่วนใหญ่มักจะชอบหุ้นที่จ่ายปันผลสูงด้วยเหตุผลหลายประการเช่น ต้องการเงินสดจากการลงทุนเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรืออาจจะชอบการได้รับดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอเช่นที่ได้รับจากการฝากธนาคาร อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นปันผลนั้นมีข้อดีและข้อควรระวังดังต่อไปนี้ 4. เลือกบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยดูได้จากงบการเงิน เช่นในงบดุล จะต้องไม่มีภาระหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยมากเกินไปเมื่อเทียบกับส่วนทุนของบริษัท ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ ถ้าธุรกิจหยุดชะงัก 5. เลือกบริษัทที่มีกระแสเงินสดที่ดี ซึ่งมักจะเป็นบริษัทที่มีธุรกิจที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดอาจจะดูได้จากงบกระแสเงินสดและกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 6. อย่าลงทุนเกินตัว ลดการใช้วงเงินมาร์จิน […]

1,657/ Share :

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) เป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ อาจจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม Serviced Apartment หรือ คลังสินค้า โดยกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบคือ (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย) 1. Freehold หรือ กองทุนที่ลงทุนในกรรมสิทธิ์ของอสังหาริมทรัพย์ กองทุนประเภทนี้จะซื้อและโอนกรรมสิทธ์เป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยกองทุนจะมีรายได้จากเก็บค่าเช่าและกำไรจากส่วนต่างของราคาจากมูลค่าของทรัพย์ชิ้นนั้นที่เพิ่มขึ้นด้วย ผู้ถือหน่วยลงทุนก็จะได้รับเงินปันผลที่จัดสรรจากค่าเช่าและกำไรนั้นอีกที ข้อดีของกองทุนประเภทนี้ก็คือนอกจากกองทุนจะได้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าแล้ว ถ้าทรัพย์ชิ้นนั้นอยู่ในทำเลที่ดีมูลค่าก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน หรืออย่างน้อยก็เพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นเงินปันผลและ มูลค่าของกองทุน (NAV) จึงมักจะปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เป็นการลงทุนที่ช่วยรักษามูลค่าของเงินต้นจากเงินเฟ้อได้ #terraads 2. Leasehold หรือ กองทุนที่ลงทุนในสิทธิการเช่าของอสังหาริมทรัพย์ กองทุนจะลงทุนในทรัพย์ที่เป็นสิทธิการเช่า ซึ่งกองทุนจะได้สิทธิในการนำทรัพย์ชิ้นนั้นไปหาผลประโยชน์จากค่าเช่า โดยจะกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนเช่น 25 หรือ 30 ปี หลังจากนั้นกองทุนจะต้องคืนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ชิ้นนั้นให้แก่เจ้าของทรัพย์ ข้อเสียของกองทุนประเภทนี้ก็คือมูลค่าของกองทุน (NAV) จะลดลงทุกปี(ถ้าไม่มีการซื้อทรัพย์ใหม่เข้ามาเพิ่ม) เนื่องจากเมื่อจำนวนปีในสิทธิการเช่าคงเหลือน้อยลง มูลค่าก็จะลดลงไปด้วย (ยกตัวอย่างเช่นสิทธิในการเช่า 30 ปี เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี เหลือเวลาแค่ 25 […]

988/ Share :

การลงทุนในกองทุนรวมนั้นช่วยให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายในการลงทุนได้ ดังที่ได้เขียนประโยชน์ไว้ในบทความที่แล้ว (อ่านบทความ : ลงทุนเอง หรือ ซื้อกองทุนรวม อย่างไหนดีกว่า?) การเลือกกองทุนให้เหมาะสมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสมในระยะยาวนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกันซึ่งจะ มีขั้นตอนดังนี้ #terraads 1. ประเมินเป้าหมายในการลงทุน (Expected Return : ผลตอบแทนคาดหวัง) และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) นักลงทุนจะต้องประเมินเป้าหมายในการลงทุนของตัวเอง โดยอาจจะพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้เงินในอนาคต และระยะเวลาในการลงทุน อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนคาดหวังจะต้องมีความเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ด้วย โดยการลงทุนที่มีผลตอบแทนคาดหวังสูงก็มีแนวโน้มจะมีความผันผวนสูงเช่นกันซึ่งจะเหมาะกับนักลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้ และมีระยะเวลาในการลงทุนที่นาน 2. เลือกประเภทของสินทรัพย์ (Asset Class) โดยอาจจะเริ่มจากการหาข้อมูลว่ามีสินทรัพย์ประเภทใดบ้างที่สามารถลงทุนได้ เช่น (เรียงลำดับตามความเสี่ยงจากมากไปน้อย) กองทุนหุ้น (Equity Fund) ลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund / REIT) ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เช่นอาคารสำนักงานให้เช่า ที่อยู่อาศัยเช่นโรงแรมหรือ serviced apartment โกดังให้เช่า กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานเช่น ทางด่วน รถไฟฟ้า โรงไฟฟ้า […]

1,147/ Share :

คนที่กำลังออมเงินเพื่อเป้าหมายที่จะเกษียณหรือมีเงินเก็บซักก้อน คงเคยมีคำถามอยู่ในใจว่าควรจะนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้นเองหรือว่าจะซื้อกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนบริหารดี ในบทความนี้เราจะมาลองพิจารณาว่าการลงทุนด้วยตนเองให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง และข้อดีข้อเสียของการลงทุนในกองทุนรวมเป็นอย่างไร #terraads การลงทุนซื้อขายหุ้นด้วยตนเองให้ประสบความสำเร็จ นักลงทุนต้องมีอะไรบ้าง 1. ความรู้ทางด้านการลงทุน ไม่ว่าจะทำอะไรให้สำเร็จก็ต้องอาศัยความรู้ในด้านนั้นๆ การลงทุนก็เช่นกัน นักลงทุนควรจะมีความรู้ในด้านต่างๆ เช่นหลักการในการลงทุน เช่น การประเมินมูลค่าหุ้น (ถ้าเป็นแนว Value Investor) เพื่อให้ทราบว่าราคาใดที่เหมาะสมแก่การเข้าไปลงทุนหรือควรจะขายหุ้นเมื่อใด และการดูกราฟทางเทคนิคเพื่อหาจังหวะซื้อขาย (ถ้าลงทุนในสาย Technical Analysis) 2. ติดตามความเป็นไปของบริษัทและภาวะเศรษฐกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับตัวบริษัทเอง เช่น บริษัทมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจอย่างไร มีรายได้จากอะไรบ้าง อนาคตจะสามารถรักษาฐานรายได้และกำไรและทำให้ธุรกิจเติบโตได้หรือไม่ ผู้บริหารเป็นใคร มีความสามารถในการบริหาร และมีความซื่อสัตย์หรือไม่ อุตสาหกรรม สภาวะของอุตสาหกรรมว่าเอื้อต่อการทำธุรกิจหรือไม่ มีการแข่งขันสูง หรือว่ามีสินค้าทดแทนหรือไม่ ผลประกอบการรายไตรมาสที่ประกาศออกมาสอดคล้องกับแผนที่บริษัทได้เคยประกาศหรือที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่ ถ้าต่ำกว่าที่คาดการณ์แล้วน่าจะเกิดจากสาเหตุใด และจะเป็นแค่ชั่วคราวหรือเป็นการเปลี่ยนพื้นฐานของบริษัทอย่างถาวร แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ และของโลกเป็นอย่างไร มีปัจจัยใดเป็นความเสี่ยงหรือไม่ 3. มีความสนใจใฝ่รู้ในการหาความรู้และข้อมูลต่างๆในการลงทุน ในการลงทุนนั้น ถ้าหากจะทำให้ได้ดี อาจจะต้องใช้เวลาในการสะสมความรู้ ทั้งทางทฤษฎีในการประเมินมูลค่า และข้อมูลของแต่ละบริษัท ซึ่งจะต้องอาศัยความพยายาม เป็นอย่างมาก ถ้าหากนักลงทุนไม่ได้มีความสนใจทางด้านการลงทุนก็อาจจะไม่สามารถ ทุ่มเทเวลาในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้ 4. […]

8,342/ Share :

บทความโดย ดร.ธนภูมิ ดำรักษ์, CFA. การประเมินมูลค่าของหุ้นในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นจะต้องประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพและใช้ตัวเลขในเชิงปริมาณ เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เราคิดนั้นเป็นจริงหรือไม่ รวมทั้งจะต้องลงพื้นที่ (ไปดูโครงการจริง) เพื่อหาข้อมูลภาคสนาม และต้องหาข้อมูลทั้งโครงการที่กำลังดำเนินการขายอยู่และที่จะเปิดขายในอนาคตด้วย บทความตอนแรก : การลงทุนในหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตอนที่ 1 (คลิ๊ก) การลงทุนหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ตอนที่ 1) บริษัทในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาจจะหมายถึงบริษัทที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเช่นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียมหรืออาจจะหมายรวมถึงอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์เช่นอาคารสำนักงาน โกดัง หรือนิคมอุตสาหกรรม โดยในบทความนี้เราจะพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยเท่านั้น ปัจจัยเชิงคุณภาพที่ต้องพิจารณา #terraads 1. บริษัทมีความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ของลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายได้หรือไม่ ซึ่งหมายรวมถึงการเลือกซื้อที่ดินที่มีศักยภาพในราคาที่เหมาะสม การเลือกและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ ข้อนี้อาจจะสังเกตได้จากเวลาที่บริษัทเปิดโครงการใหม่แล้วสามารถขายสินค้าได้ในเวลาไม่นานนัก 2. แบรนด์เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค 3. มีทีมขายที่มีประสิทธิภาพ 4. สามารถบริหารงานก่อสร้างได้ดี โครงการเสร็จทันตามที่กำหนดและสามารถควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้ ปัจจัยเชิงปริมาณที่ต้องพิจารณา (หมายเหตุ : ข้อมูลที่ใช้ประกอบเป็นข้อมูลในอดีต) 1. รายได้ (Revenue) ในอดีตและประมาณการรายได้ในอนาคต เพื่อดูว่าในอดีต บริษัทนี้มีความสามารถในการพัฒนาโครงการและขายได้ดีหรือไม่ รายได้ควรมีความสม่ำเสมอและมีการเติบโต อย่างไรก็ตามควรประเมินรายได้ในอนาคตด้วย ว่ามีโครงการใดที่กำลังขายอยู่ หรือกำลังจะเปิดขายในอนาคต รายได้ที่จะรับรู้น่าจะเป็นเท่าไหร่ […]

737/ Share :

บทความโดย ดร.ธนภูมิ ดำรักษ์, CFA. ในบทความตอนแรกจะพูดถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อน และตอนต่อๆไปจะพูดถึงปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าของแต่ละบริษัทนะครับ #terraads บริษัทในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจจะหมายถึงบริษัทที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเช่นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียมหรืออาจจะหมายรวมถึงอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์เช่นอาคารสำนักงาน โกดัง หรือนิคมอุตสาหกรรม โดยในบทความนี้เราจะพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยเท่านั้น อุตสาหกรรมนี้เป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อสภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เนื่องจากสินค้ามักจะมีมูลค่าสูง จึงเป็นการลงทุนก้อนใหญ่และมักจะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของผู้ซื้อ ทั้งยังอาจจะต้องใช้เงินกู้ในการซื้ออีกด้วย ผู้ซื้อจึงมักจะต้องมีความมั่นใจว่าตนจะต้องมีรายได้ที่มั่นคงในอนาคตจึงจะตัดสินใจซื้อ และถ้าหากรู้สึกไม่มั่นใจหรือมีรายได้ลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงก็มักจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อน ทำให้ยอดขายของบริษัทชะลอตัวลงไปด้วย นอกจากนี้การที่ทั้งเจ้าของโครงการต้องกู้เงินจากธนาคารเพื่อมาทำโครงการและผู้ซื้อก็ต้องกู้เงินจากธนาคารมาซื้อเช่นกัน เมื่อยามเศรษฐกิจดี การผ่อนชำระทำได้ตามปกติ แต่ยามเศรษฐกิจฝืดเคือง ก็อาจมีปัญหาในการผ่อนชำระและเกิดเป็นหนี้เสียได้ ในอดีตที่ผ่านมาวิกฤตเศรษฐกิจหลายๆครั้งก็มีจุดเริ่มต้นจากหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นในแง่ของการลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ ก็อาจจะไม่เหมาะในการลงทุนระยะยาวมากๆ เนื่องจากยอดขายในแต่ละปีก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกๆปี เมื่อขายหมดปิดโครงการแล้วก็จะต้องหาที่ดินผืนใหม่เพื่อสร้างโครงการใหม่ ทำให้ไม่มีบริษัทใดได้เปรียบอย่างถาวรในแง่ Location (ยกเว้นกรณีที่บริษัทนั้นๆมีที่ดิน (Land bank) สะสมไว้มากที่ราคาต้นทุนต่ำ) และถ้าไม่ได้เปิดโครงการใหม่หรือโครงการใหม่ขายไม่ออกก็จะทำให้ยอดขายไม่ดี ผิดกับบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งลูกค้ามักจะมีการซื้อซ้ำอยู่เรื่อยๆ การลงทุนจึงต้องพิจารณาถึง cycle ด้วย ซึ่งถ้าลงทุนถูกจังหวะก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดีได้ ผลิตภัณฑ์สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ แนวราบ ซึ่งหมายถึงบ้านเดี่ยวหรือทาวน์โฮม โดยปกติแล้วมักจะใช้เวลาในการก่อสร้างไม่นาน (6 เดือน – 1 ปี) การขายอาจจะเกิดก่อนหรือหลังบ้านสร้างเสร็จแล้วก็ได้ แนวสูง […]

984/ Share :
ดูเพิ่ม
.
Close