อีกบทความหนึ่งเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้น ในช่วงตลาดขาลงแบบนี้ (เขียนช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2559) หลายๆ คนคงต้องประสบปัญหาพอร์ตการลงทุนตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา เช่น ซื้อหุ้นวันนี้วันต่อไปหุ้นตกแล้วมันก็ตกไม่หยุด ทำให้แมงเม่าอย่างเราๆ ต้องประสบปัญหาติดดอย (ซื้อที่ราคาที่สูงเกินไป) บางคนก็ซื้อถัวเฉลี่ยขาลงเพราะคิดว่าราคาหุ้นตกลงมามากแล้วเดี๋ยวก็คงขึ้น คงไม่ลงไปต่ำกว่านี้แล้วแต่สุดท้ายราคาหุ้นก็ลงไปอีก สร้างความเสียหายให้กับพอร์ตการลงทุนอย่างมหาศาล พอร์ตการลงทุนติดลบหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายขาดทุนสูงเกินกว่า 50% ก็มีให้เห็นเช่นกันโดยเฉพาะคนที่ชอบเล่นหุ้นปั่น ถ้าเราอยู่ในตลาดมานานพอสมควรเรามักจะพบปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำสำหรับเหล่าแมงเม่าที่ยังคงมีความรู้น้อย ยังไม่เข้าใจการป้องกันความเสี่ยง วันนี้เรามาหาความรู้เพิ่มเติมกันว่าเราจะจำกัดความเสี่ยงได้อย่างไร

2% Rule จำกัดความเสี่ยง แต่กำไรไม่จำกัด

(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

ก่อนอื่นเรามาเข้าใจระดับการขาดทุนก่อนว่า ยิ่งเราขาดทุนปล่อยให้พอร์ตเราขาดทุนมากๆ เราจะยิ่งเหนื่อยมากกว่าที่เราคิด กล่าวคือ จากตารางด้านล่างจะเห็นว่า ถ้าหากเราขาดทุน 1% เราจะต้องทำเงินคืน 1% ถูกมั้ย? คำตอบคือ ผิด ทำไมถึงผิด เพราะเราต้องทำเงินคืนมากกว่าเดิม คือ 1.01% คิดจาก สมมุติ "เรามีเงิน 100 บาท ขาดทุน 1% ทำให้เงินต้นเราเหลือ 99 บาท จะทำจาก 99 บาท ให้เป็น 100 บาท เราต้องเริ่มจากฐานทุนที่ต่ำลงจากเดิม คือ เราจะหาต้องทำคืออีก 100 – 99 = 1 บาท หรือคิดเป็น 1/99 =1.01% เห็นมั้ยครับขาดทุน 1% แต่ต้องทำขึ้นมา 1.01% และยิ่งขาดทุนมากๆ มันจะยิ่งต้องใช้แรงมากขึ้นในการที่จะเอาทุนคืน ถ้าดูจากตารางถ้าสมมุติปล่อยให้พอร์ตขาดทุน 20% ต้องทำคืนถึง 25% เห็นมั้ยครับเราต้องทำงานหนักมากขึ้นจากปกติ แล้วถ้าขาดทุน 50% ต้องทำคืนถึง 100% หรือ 1 เด้งเลยครับ ปกติถ้าเป็นมือใหม่หุ้นทำให้กำไร +30% ยังยากเลย"

2% Rule จำกัดความเสี่ยง แต่กำไรไม่จำกัด

ขอบคุณกราฟจาก : www.investorz.com

(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

รู้แบบนี้แล้วเราจะปล่อยให้พอร์ตการลงทุนของเราลงไป 50% หรือไม่? ตอบได้เลยว่าคงไม่มีใครอยากเป็นแบบนั้น TerraBKK มีทางออก คือ เราต้องจำกัดความเสี่ยง การจำกัดความเสี่ยงไม่ให้เราเสียหายไปมากมีด้วยกันหลายวิธี ซึ่งวิธีที่ TerraBKK เลือกมาเขียนนั้นคือ "การตัดขาดทุน (Cut Loss)" การตัดขาดทุนเปรียบได้กับการซื้อประกันความเสี่ยง เพราะเมื่อเราตัดขาดทุนเท่ากับเราหยุดการขาดทุนไว้ที่ระดับนั้น ถ้าหากหุ้นที่เราซื้อตกลงมากกว่าจุดที่เรา Cut Loss ไปพอร์ตเราก็จะไม่เสียหาย เห็นมั้ยครับว่าการ Cut Loss นั้นช่วยประกันเราจากความเสียหายได้ดีมาก

คราวนี้เรามาดูกันว่าจะ Cut Loss อย่างไรให้พอร์ตการลงทุนของเราไม่เสียหายไปมาก มีวิธีดังนี้ นั่นคือการใช้กฎ "2% Rule" คือ เราจะยอมขาดทุนครั้งหนึ่งไม่เกิน 2% เท่านั้นบางคนอาจจะใช้ 1%, 3% ก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม แต่จากที่ลองมา 2% เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างเหมาะสมทำให้เราไม่เสียหายมากเวลาขาดทุนและเวลาเอาคืนจะได้เอาคืนได้ง่าย

เรื่องต่อไปที่เราต้องเรียนรู้ คือ การจัดบริหารจัดการเงิน (Money Management) ของเราอย่างไรให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ใน 2% มีวิธีดังนี้

สมมุติว่า เรามีเงินทุน 100,000 บาท จากกฎ 2% Rule คือ เราขาดทุนได้เท่ากับ 100,000 x 2% เท่ากับ 2,000 บาทต่อการลงทุน 1 ครั้ง (ให้จำตัวเลข 2,000 ไว้นะครับ) ดังนั้น ถ้าหากซื้อหุ้น A ที่มีราคา 10 บาท โดยเราให้มีแผนว่าถ้าราคาต่ำกว่า 9 บาท (ถ้าเราสามารถอ่านกราฟได้ เราอาจจะใช้แนวรับ เป็นตัวกำหนดการตัดขาดทุนก็ได้)นั่นหมายความว่า ถ้าเราขายที่ 9 บาท เราจะขาดทุนเท่ากับหุ้นละ 1 บาทถูกมั้ยครับ และจากการที่พอร์ตการลงทุนเราสามารถขาดทุนได้แค่ 2,000 บาทต่อการลงทุน 1 ครั้ง ดังนั้น เราสามารถซื้อหุ้น A สำหรับการลงทุนครั้งแรกได้เท่ากับ 2,000 บาท หารด้วยการขาดทุน 1 บาทต่อหุ้น เท่ากับ 2,000 หุ้น กล่าวคือ เราสามารถซื้อได้ 2,000 หุ้น ถ้าหากตัดขายทุนที่ 9 บาทพอร์ตการลงทุนของเราจะลดลงเพียง 2% เท่านั้น

เห็นมั้ยครับว่า เราสามารถจำกัดการขาดทุนได้จากการบริหารจัดการเงินที่ดีไม่ให้พอร์ตการลงทุนของเราต้องลดลงไปถึง 20%, 50% สิ่งที่ TerraBKK หวังที่สุดสำหรับบทความนี้ คือ อยากให้ผู้อ่านตระหนักให้มากถึงเงินต้นของเราที่เราลงทุนไป การลดลงของเงินต้นทำให้เราต้องทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้นการสร้างและรักษาฐานทุนเป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อเรารู้จักจำกัดความเสี่ยงได้แล้ว คราวนี้เราก็สามารถทำกำไรได้อย่างไม่จำกัดแล้วครับ - เทอร์ร่า บีเคเค

บทความโดย : TerraBKK คลังความรู้ TerraBKK ค้นหาบ้านดี คุ้มค่า ราคาถูก